วันจันทร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การปล้นพระราชอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินในปี ๒๔๗๕


หลายคนพยายามตีความเข้าข้างตนเองว่า คณะราษฎร์ได้เสนอแนวทางออกให้กับชาติบ้านเมือง โดยเสนอรัฐธรรมนูญ หรือธรรมนูญการปกครองขึ้นเสียใหม่ ซึ่งหากพิจารณาให้ดีถึงเหตุผล ในการเปลี่ยนฟ้าเปลี่ยนดินในครั้งนั้นว่ามีเหตุผลสำคัญอยู่ที่ใด เนื่องจากสยามประเทศในสมัยนั้นข้าราชการมีแต่การโกงอาณาประชาราษฎร์ แม้จะมีการลดเบี้ยหวัดต่างๆ ก็กลับทำให้ข้าราชการน้อยใหญ่ไม่พึงพอใจ แม้ว่าพระมหากษัตริย์จะทรงลดเบี้ยหวัดของพระองค์ลงเป็นปฐมบทของการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่เป็นที่พึงพอใจต่อผู้คิดก่อการกบฏอย่างพวกคณะราษฎร์
คณะราษฎร์ยังได้ตั้งโรงเรียนการเมืองการปกครองเพื่อหวังจะโค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์อีก แต่เดชะบุญเมื่อกาลเวลาเป็นที่ประจักษ์ การอ้างถึงประชาธิปไตยโดยการนั่งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนของนายปรีดี  พนมยงค์ ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจว่า ทำไมผู้ท้าชิงการเป็นผู้สำเร็จราชการในยุคนั้นต้องเหลือตัวเลือกแค่นายปรีดี  พนมยงค์เท่านั้น
และที่มีนักวิชาการหลายสำนักเห็นดีเห็นงามกับการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ทำให้ชนชั้นนำต้องลี้ภัยทางการเมืองไปตามๆ กันแม้แต่พระยาดำรงค์ราชานุภาพ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ ที่ทรงเหนื่อยหน่ายจากเกมส์การเมืองที่คณะราษฎร์ได้ร่างเอาไว้ ซึ่งท่านสามารถตรวจสอบการใส่ร้ายป้ายสีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนั้นได้ว่า เขาใช้การใส่ร้ายป้ายสีเช่นนี้เพื่อบีบบังคับให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗ ต้องทรงสละราชสมบัติ
ข้อมูลอ้างอิง
แถลงการณ์คณะกรรมการราษฎร

เนื่องแต่คณะราษฎรได้มีประกาศแสดงถึงการกระทำของกษัตริย์ เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.นี้ และต่อมาคณะราษฎรได้ยึดอำนาจการปกครอง และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระธรรมนูญการปกครองแผ่นดินแก่ราษฎรแล้วนั้น



ต่อมาเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ.นี้ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา พระยาปรีชาชลยุทธ พระยาศรีวิสารวาจา พระยาพหลพลพยุหเสนา หลวงประดิษฐ์มนูธรรม กรรมการราษฎรได้ไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ วังสุโขทัย ทรงรับสั่งถึงความจริงที่ได้ทรงตั้งพระราชหฤทัยดีต่อราษฎร และทรงพระราชดำริจะให้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินแก่ราษฎรอยู่แล้ว และสิ่งอื่น ๆ ที่ทรงตั้งพระราชหฤทัยจะกระทำก็ล่าช้าไป หาทันกาลสมัยไม่ ส่วนการที่ข้าราชการในรัฐบาลของพระองค์ใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต ก็ทรงสอดส่องอยู่เหมือนกัน หาได้สมรู้ร่วมคิดด้วยไม่ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงปรารถนาดีต่อราษฎรเช่นนี้ และทรงยอมร่วมเข้าคณะราษฎร โดยเป็นประมุขของประเทศสยามแล้ว ฉะนั้น คณะกรรมการราษฎรจึงเชื่อมั่นว่าพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ปรารถนาดีต่อราษฎร



หมายเหตุ ตัวอักษรสีแดงที่เ้น้นให้เห็นนั้น แสดงถึงอคติต่อสถาบันพระมหากษัุตริย์ โดยมีการแถลงการณ์ถึงการกระทำของกษัตริย์ ซึ่งในปัจจุบันถือเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างมาก ซึ่งเหล่าข้าราชการในสมัยนั้น ไม่เคยคิดจะเสียสละสิ่งใด แต่กลับทำการยึดอำนาจการปกครอง และสถาปนาศักดินาการเมืองการปกครองใหม่นั้นก็คือ "นักการเมือง" ซึ่งไม่ใช่นักการเมืองเพื่อประชาชน แต่เพื่อประโยชน์ของตนเอง ท่านเชื่อหรือไม่ว่าวันนี้ตระกูลพนมยงค์ที่นายปรีดีเป็นหัวแรงนั้น พวกเขาอยู่ดีกินดีแค่ไหน แม้ว่านายปรีดีจะพยายามทำตัวเป็นเสือซุ่ม และเชื่อได้เลยว่า คนที่คิดร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างนายปรีดีนี้ ไม่มีทางคิดดีต่อชาติบ้านเมืองอย่างแน่นอน เพียงนายปรีดีได้คิดดีแล้วถึงการหายไปบ่มเพาะเชื้อร้ายให้เข้าสู่กระแสเลือดของการเมืองการปกครองไทยก็เท่านั้น และเมื่อเวลาผ่านไป เราก็เห็นนักวิชาการสายปรีดี อย่างนายใจ - จอน อิ้งภากรณ์  นายจักรภพ  เพ็ญแข ได้ออกมากล่าวจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์เลียนแบบนายปรีดี  พนมยงค์ที่กล่าวผ่านคำแถลงการณ์กล่าวถึงการกระทำของกษัตริย์

คราวนี้มาดูประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่ง ที่เขาอ้างว่าไม่ได้ยึดอำนาจ ไม่มีการใช้เล่ห์เพทุบายใดๆ ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ทั้งนี้คณะราษฎรได้ใช้พระที่นั่งอนันตสมาคมเป็นที่บัญชาการ และเชิญพระราชวงศ์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่เห็นสมควรบางท่านมาควบคุมไว้ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระตำหนักราชฤทธิ์ และในตึกกองรักษาการณ์ เพื่อเป็นการประกันความปลอดภัยของคณะราษฎร





วันที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕



ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม

ด้วยคณะราษฎร ข้าราชการ ทหาร พลเรือน ได้ยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินไว้ได้แล้ว และได้เชิญสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ มีสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมนครสวรรค์วรพินิต เป็นต้น ไว้เป็นประกัน

ถ้าหากคณะราษฎรนี้ถูกทำร้ายด้วยประการใด ๆ ก็จะต้องทำร้ายเจ้านายที่คุมไว้เป็นการตอบแทน คณะราษฎรไม่ประสงค์จะแย่งชิงราชสมบัติแต่อย่างใด ความประสงค์อันใหญ่ยิ่งก็เพื่อที่จะมีธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จึงขอเชิญใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทกลับคืนสู่พระนคร ทรงเป็นกษัตริย์ต่อไปโดยอยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน ซึ่งคณะราษฎรได้สร้างขึ้น ถ้าใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทตอบปฏิเสธก็ดี หรือไม่ตอบภายใน ๑ ชั่วนาฬิกา นับแต่ได้รับหนังสือนี้ก็ดี คณะราษฎรก็จะได้ประกาศใช้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน โดยเลือกเจ้านายพระองค์อื่นที่เห็นสมควรขึ้นเป็นกษัตริย์

ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา
พ.อ.พระยาทรงสุรเดช
พ.อ.พระยาฤทธิ์อัคเนย์”

เมื่อพระองค์เสด็จกลับไปประทับที่วังสุโขทัย ในวันที่ ๒๖ มิถุนายน โปรดเกล้าฯ ให้คณะราษฎรเข้าเฝ้าที่วังสุโขทัย เวลา ๑๑.๐๐ นาฬิกา ในการนี้หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (นายปรีดี พนมยงค์) ผู้แทนคณะราษฎร ได้นำพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ และพระราชกำหนดนิรโทษกรรมในคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน พุทธศักราช ๒๔๗๕ ซึ่งเป็นผู้สร้างเตรียมไว้ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย

ผมอยากให้สังเกตให้ดีตรงตัวอักษรที่เน้นสีแดงเอาไว้ ซึ่งมันสมควรแล้วหรือที่คณะราษฎร์หลอกใช้ประชาชนให้เ็ป็นเครื่องมือ เอาความทุกข์ยากของราษฎร์มาใช้ต่อรองอำนาจทางการเมืองการปกครองกับพระมหากษัตริย์ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ต้องมีคนที่กล้าหาญแตกหักกับประชาธิปไตยหลอกประชาชนข่มเห่งเจ้ากันเสียที

ผมขออ้างอิงความตามพระราชหัตถเลขา ของรัชกาลที่ ๗ (ต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ) ไม่ลงวันที่ พระราชทานพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ซึ่งได้แปลเป็นภาษาไทยในหนังสือเรื่อง เกิดวังปารุสก์ เล่ม ๒ ก่อนที่พระองค์จะทรงตัดสินพระราชหฤทัยเพื่อเป็นการเปิดทางให้กับคณะราษฎร์ดังนี้

"ฉันรู้สึกเสียดายอย่างยิ่งที่เขามิได้คิดจะถอดฉัน และฉันยังเสียใจอยู่จนบัดนี้ ความรู้สึกขั้นแรกก็คือจะลาออกทันที แต่สมเด็จกรมพระสวัสดิ์ฯ แนะนำว่าไม่ควรทำ เพราะถ้าทำเช่นนั้นอาจมีการรบกันจนนองเลือดทั้งยุ่งยากต่างๆ จนอาจมีฝรั่งเข้ามายุ่งและชาติเราอาจเสียอิสรภาพได้... ถ้าเราจะรบโดยใช้ทหารหัวเมืองหรือ นั่นเป็นของแน่ที่เราอาจทำได้ แต่ฉันไม่ยินยอมเลยแม้แต่ชั่วขณะเดียว เพราะเจ้านายในกรุงเทพฯ อาจจะถูกฆ่าหมด ฉันรู้สึกว่าฉันจะนั่งอยู่บนราชบัลลังก์ที่เปื้อนโลหิตไม่ได้... สมเด็จกรมพระสวัสดิ์ฯ แนะนำตลอดเวลาให้ยินยอมกลับกรุงเทพฯ และช่วยคณะราษฎรจัดตั้งการปกครอง โดยมีกษัตริย์และรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เป็นของที่ฉันเคยอยากจะทำมานานแล้ว แต่ว่าฉันเสียขวัญ

ในที่สุด มีทางจะทำได้ ๒ ทาง คือจะหนี หรือจะกลับกรุงเทพฯ ฉันยอมรับว่า ฉันตัดสินใจไม่ได้ทันทีว่าจะทำอย่างไรดี เราเพิ่งได้ยินคำแถลงการณ์ทางวิทยุกระจายเสียงอันรุนแรง ดูราวกับจะไปทางบอลเชวิค ถ้าเช่นนั้น การที่จะกลับไปให้เขาตัดหัว ดูออกจะไร้ประโยชน์ เป็นการเสียสละอันไม่มีใครได้ประโยชน์อะไรเลย แต่นั่นแหละ คำแถลงการณ์นั้น อาจเป็นถ้อยคำของผู้ที่ออกจะคิดสั้น และรุนแรงรวดเร็วจัดคนหนึ่ง และไม่ใช่นโยบายจริงของคณะ ฉันเลยตกลงใจเสี่ยง โดยให้ผู้หญิงเขาเลือก ทั้งหญิง (สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี) และหญิงอาภา (พระมารดา) ตกลงเลือกให้กลับอย่างแน่วแน่ และฉันเห็นว่าทั้งสองควรจะได้รับเกียรติอย่างเต็มที่ ในการตกลงใจอย่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยวเช่นนั้น เพราะในเวลานั้น เราอาจจะกลับไปสู่ความตายก็ได้ ผู้หญิงเขาเลือกเอาความตายดีกว่าการเสียศักดิ์ เท่านั้นก็พอแล้วสำหรับฉัน"
ผมขออันเชิญพระราชหัตถเลขาก่อนที่คณะราษฎร์จะยึดอำนาจการเมืองการปกครองอย่างสมบูรณ์ดังนี้

บ้านโนล (Knowle) แครนลี (Cranleigh surrey) ประเทศอังกฤษ

เมื่อพระยาพหลพลพยุหะเสนากับพวก ได้ทำการยึดอำนาจการปกครอง โดยใช้กำลังทหาร ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ แล้ว ได้มีหนังสือมาอัญเชิญข้าพเจ้า ให้ดำรงอยู่ในตำแหน่งพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ข้าพเจ้าได้รับคำเชิญนั้น เพราะเข้าใจว่า พระยาพหลฯ และพวกจะสถาปนารัฐธรรมนูญ ตามแบบอย่างประเทศทั้งหลาย ซึ่งใช้การปกครองตามหลักนั้น เพื่อให้ประชาราษฎร ได้มีสิทธิที่จะออกเสียง ในวิธีดำเนินการปกครองประเทศ และนโยบายต่างๆ อันจะเปนผลได้เสีย แก่ประชาชนทั่วไป

ข้าพเจ้ามีความเลื่อมใสในวิธีการเช่นนั้นอยู่แล้ว และกำลังดำริจะจัดการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศสยาม ให้เปนไปตามรูปนั้น โดยมิให้มีการกระทบกระเทือนอันร้ายแรง เมื่อมามีเหตุรุนแรงขึ้นเสียแล้ว และเมื่อผู้ก่อการรุนแรงนั้นอ้างว่า มีความประสงค์จะสถาปนารัฐธรรมนูญขึ้นเท่านั้น ก็เปนอันไม่ผิดกับหลักการที่ข้าพเจ้ามีความประสงค์อยู่เหมือนกัน ข้าพเจ้าจึงเห็นควรโน้มตามความประสงค์ของผู้ก่อการยึดอำนาจนั้นได้ เพื่อหวังความสงบราบคาบในประเทศ

ข้าพเจ้าได้พยายามช่วยเหลือ ในการที่จะรักษาความสงบราบคาบ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงอันสำคัญนั้น เปนไปโดยราบรื่นที่สุดที่จะเปนได้ แต่ความพยายามของข้าพเจ้าไร้ผล โดยเหตุที่ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หาได้กระทำให้บังเกิดมีความเสรีภาพในการเมืองอย่างบริบูรณ์ขึ้นไม่ และมิได้ฟังความคิดเห็นของราษฎรโดยแท้จริง

และจากรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ฉบับ จะพึงเห็นได้ว่า อำนาจที่จะดำเนินนโยบายต่างๆ นั้น จะตกอยู่แก่คณะผู้ก่อการ และผู้ที่สนับสนุนเปนพวกพ้องเท่านั้น มิได้ตกอยู่แก่ผู้แทน ซึ่งราษฎรเปนผู้เลือก เช่นในฉบับชั่วคราว แสดงให้เห็นว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้รับความเห็นชอบของผู้ก่อการ จะไม่ให้เปนผู้แทนราษฎรเลย ฉบับถาวรได้มีการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น ตามคำร้องขอของข้าพเจ้า แต่ก็ยังให้มีสมาชิกซึ่งตนเลือกเอง เข้ากำกับอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรถึงครึ่ง ๑

การที่ข้าพเจ้าได้ยินยอมให้มีสมาชิก ๒ ประเภท ก็โดยหวังว่าสมาชิกประเภทที่ ๒ ซึ่งข้าพเจ้าตั้งนั้น จะเลือกจากบุคคลที่รอบรู้การงาน และชำนาญในวิธีดำเนินการปกครองประเทศโดยทั่วไป ไม่จำกัดว่าเปนพวกใดคณะใด เพื่อจะได้ช่วยเหลือนำทาง ให้แก่สมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งขึ้นมา แต่ครั้นเมื่อถึงเวลาที่จะตั้งสมาชิกประเภทที่ ๒ ขึ้น ข้าพเจ้าหาได้มีโอกาสแนะนำในการเลือกเลย และคณะรัฐบาลก็เลือกเอาแต่เฉพาะผู้ที่เปนพวกของตนเกือบทั้งนั้น มิได้คำนึงถึงความชำนาญ

นอกจากนี้ คณะผู้ก่อการบางส่วน ได้มีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงโครงการเศรษฐกิจของประเทศอย่างใหญ่หลวง จึงเกิดแตกร้าวกันขึ้นเอง ในคณะผู้ก่อการและพวกพ้อง จนต้องมีการปิดสภา และงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา โดยคำแนะนำของคณะรัฐบาลซึ่งถือตำแหน่งอยู่ในเวลานั้น ทั้งนี้ เปนเหตุให้มีการปั่นป่วนในการเมือง ต่อมา พระยาพหลฯ กับพวก ก็กลับเข้าทำการยึดอำนาจ โดยกำลังทหารเปนครั้งที่ ๒ และแต่นั้นมา ความหวังที่จะให้การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เปนไปโดยราบรื่นก็ลดน้อยลง

เนื่องจากเหตุที่คณะผู้ก่อการ มิได้กระทำให้มีเสรีภาพในการเมืองอันแท้จริง และประชาชนไม่ได้โอกาศออกเสียง ก่อนที่จะดำเนินนโยบายอันสำคัญต่างๆ จึงเปนเหตุให้มีการกบฏขึ้น ถึงกับต้องต่อสู้ฆ่าฟันกันเองระหว่างคนไทย เมื่อข้าพเจ้าได้ร้องขอให้เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเสียให้เข้ารูป ประชาธิปตัยอันแท้จริง เพื่อให้เปนที่พอใจแก่ประชาชน คณะรัฐบาลและพวก ซึ่งกุมอำนาจอยู่บริบูรณ์ในเวลานี้ ก็ไม่ยินยอม ข้าพเจ้าได้ร้องขอให้ราษฎรได้มีโอกาศออกเสียง ก่อนที่จะเปลี่ยนหลักการ และนโยบายอันสำคัญ มีผลได้เสียแก่พลเมือง รัฐบาลก็ไม่ยินยอม และแม้แต่การประชุมในสภาผู้แทนราษฎร ในเรื่องสำคัญ เช่น เรื่องคำร้องขอต่างๆ ของข้าพเจ้า สมาชิกก็มิได้มีโอกาสพิจารณาเรื่องโดยถ่องแท้ และละเอียดลออเสียก่อน เพราะถูกเร่งรัดให้ลงมติอย่างรีบด่วน ภายในวาระประชุมเดียว

นอกจากนี้ รัฐบาลได้ออกกฎหมายใช้วิธีปราบปรามบุคคล ซึ่งถูกหาว่าทำความผิดทางการเมือง ในทางที่ผิดยุติธรรมของโลก คือไม่ให้โอกาสต่อสู้คดีในศาล มีการชำระ โดยคณะกรรมการอย่างลับไม่เปิดเผย ซึ่งเปนวิธีการที่ข้าพเจ้าไม่เคยใช้ ในเมื่ออำนาจอันสิทธิขาด ยังอยู่ในมือของข้าพเจ้าเอง และข้าพเจ้าได้ร้องขอให้เลิกใช้วิธีนี้ รัฐบาลก็ไม่ยอม.

ข้าพเจ้าเห็นว่า คณะรัฐบาลและพวกพ้อง ใช้วิธีการปกครองซึ่งไม่ถูกต้อง ตามหลักการของเสรีภาพในตัวบุคคล และหลักความยุติธรรม ตามความเข้าใจและยึดถือของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะยินยอมให้ผู้ใด คณะใด ใช้วิธีการปกครองอย่างนั้น ในนามของข้าพเจ้าต่อไปได้

ข้าพเจ้ามีความเต็มใจ ที่จะสละอำนาจ อันเปนของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิม ให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้า ให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร

บัดนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า ความประสงค์ของข้าพเจ้า ที่จะให้ราษฎรมีสิทธิออกเสียง ในนโยบายของประเทศไทยโดยแท้จริง ไม่เปนผลสำเร็จ และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่า บัดนี้ เปนอันหมดหนทาง ที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือ หรือให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราชสมบัติ และออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์ แต่บัดนี้เปนต้นไป ข้าพเจ้าขอสละสิทธิของข้าพเจ้าทั้งปวง ซึ่งเปนของข้าพเจ้าอยู่ ในฐานะที่เปนพระมหากษัตริย์ แต่ข้าพเจ้าสงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งปวง อันเปนของข้าพเจ้าแต่เดิมมา ก่อนที่ข้าพเจ้าได้รับราชสมบัติสืบสันตติวงศ์

ข้าพเจ้า ไม่มีประสงค์ที่จะบ่งนามผู้หนึ่งผู้ใด ให้เปนผู้รับราชสมบัติสืบสันตติวงศ์ต่อไป ตามที่ข้าพเจ้ามีสิทธิจะทำได้ ตามกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ อนึ่ง ข้าพเจ้าไม่มีความประสงค์ที่จะให้ผู้ใด ก่อการไม่สงบขึ้นในประเทศ เพื่อประโยชน์ของข้าพเจ้า ถ้าหากมีใครอ้างใช้นามของข้าพเจ้า พึงเข้าใจว่า มิได้เปนไปโดยความยินยอมเห็นชอบ หรือความสนับสนุนของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้า มีความเสียใจเปนอย่างยิ่ง ที่ไม่สามารถจะยังประโยชน์ ให้แก่ประชาชน และประเทศชาติของข้าพเจ้าต่อไปได้ ตามความตั้งใจ และความหวัง ซึ่งรับสืบต่อกันมา ตั้งแต่บรรพบุรุษ ยังได้แต่ตั้งสัตยอธิษฐาน ขอให้ประเทศสยามจงได้ประสบความเจริญ และขอประชาชนชาวสยาม จงได้มีความสุขสบาย.

ประชาธิปก.ปร.
วันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗
เวลา ๑๓ นาฬิกา ๔๕ นาที บ้านโนล (Knowle) แครนลี (Cranleigh surrey) ประเทศอังกฤษ

คงไม่มีคำพูดใดๆ ที่จะแทนความรู้สึกเหล่านี้ได้อีก ซึ่งในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ นั้นแท้จริงแล้วเสียงร้องไชโยของประชาชนที่เข้าใจคำว่าประชาธิปไตยแบบครึ่งๆ กลางๆ หรือเข้าใจแบบผิดๆ ถูกๆ เช่น อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยและนำมาใช้อย่างไร้ขื่อแปร ไร้คุณธรรมที่ควบคุมจิตใจไม่ให้ไหลลงไปอยู่ภายใต้อำนาจกิเลสครอบงำ สิ่งต่างๆ เหล่านี้จึงเป็นที่มาของการปล้นพระราชอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินในปี พ.ศ.๒๔๗๕ และเชื่อได้เลยว่า คนที่คิดร้าย หรือพยายามบ่มเพาะเชื้อร้ายเพื่อฉีดเข้ากระแสเลือดการเมืองการปกครองไทยนั้นยังมีอยู่มากพอที่จะทำให้คนไทยชาวสยามอย่างเรานั้นต้องอกสั่นขวัญแขวนกันเลยที่เดียว
“พระที่นั่งอนันตสมาคม ประกาศ ณ วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๔๗๕

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น