วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ว่าด้วยมาตรา ๓ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐


ผมขอพูดถึงมาตรา ๓ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ ว่าหมายถึงอะไร และเป็นสิ่งที่หลายท่านอาจพูดกับชาวต่างชาติว่า นี้คือระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งหากมองมุมนั้นก็ไม่ผิด แต่ก็ไม่ถูกทั้งหมด เพราะในอดีตสยามของเราก็มีระบอบการปกครองภายใต้ระบอบกษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นพ่อปกครองลูก ธรรมราชา ธรรมาธิปไตย และมีบางช่วงในสมัยอโยธยาที่มีการแย่งชิงอำนาจกันในระดับชนชั้นขุนนางกับชนชั้นกษัตริย์ ทำให้เกิดจราจลน้อยใหญ่โดยเฉพาะในช่วงท้าวศรีสุดาจันทร์(ข้อมูลอ้างอิง) ก็มีเหตุอันร้ายแรงก่อนถึงรัฐสมัยเรื่อยมาจนข้ามรัชสมัยถึงคราวที่พม่าบุกสยามอย่างหนัก แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าใครคณะใดจะให้ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างสาดเสียเทเสียได้ ซึ่งเราก็ต้องทนกับการให้ร้ายป้ายสีสถาบันอันเป็นที่เคารพรักเราอย่างหนักและเป็นรูปธรรมในช่วงปีพ.ศ.๒๔๗๕ ที่มีการร่างประกาศยึดอำนาจนำสยามเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์เป็นระบอบคณะราษฎร์ มีการร่างธรรมนูญการปกครองชั่วคราวเพื่อให้มีช่องทางในการกดดันสถาบันพระมหากษัตริย์ จนในที่สุด พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ
มาตรา ๓ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

จากมาตรา ๓ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ระบุไว้ชัดเจนว่า พระมหากษัตริย์คือผู้นำประเทศ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี หรือประชาชนคนใด ซึ่งเมื่อมีการลงประชามติเรียบร้อยแล้ว และการลงประชามตินั้นก็มิได้มีใครบังคับอีกด้วย ซึ่งทุกดวงใจแม้จะมีความขัดแย้งกัน แต่ผลของประชามติก็ชี้ชัดแล้วว่าเราต้องการสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันสูงสุดในการปกครอง

เพราะฉะนั้นการชุมนุมประท้วงในแต่ละครั้ง หากไม่อาศัยกลไกของรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๕๐ มาเป็นเงื่อนไขที่ถูกทาง ก็อาจเป็นการคิดล้มล้างรัฐธรรมนูญได้ เช่นการให้ร้ายรัฐธรรมนูญ การพูดถึงธรรมนูญการปกครอง หรือรัฐธรรมนูญชั่วคราวในยุคสมัยคณะราษฎร์ที่พูดถึงประชาชนเป็นใหญ่ โดยมีการร่างแถลงการณ์ให้ร้ายระบอบกษัตริย์ แต่ท้ายที่สุดเมื่อประชาชนชาวสยามตื่นตัวขึ้นอีกครั้ง คณะราษฎร์ก็เปลี่ยนท่าที โดยขออันเชิญพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวนิวัตรกลับสู่ประเทศสยาม เพื่อดำรงค์ตำแหน่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตามเดิม แต่ว่าพระราชอำนาจต่างๆที่เคยมีมานั้น ถูกคณะราษฎร์หันตัดแบ่งตามอำเภอใจไปเรียบร้อยแล้ว

หากเรามองให้ดีสำหรับสถาบันพระมหากษัตริย์ เราจะเห็นถึงความจริงในความขัดแย้งของคณะราษฎร์และพวกที่ฝักใฝ่ระบอบประธานาธิบดีอะไรทำนองนั้น เพราะแท้จริงแล้ว หากเราอยู่ในศีลในธรรม การปล้นการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองการทหารและการปกครองจากสถาบันพระมหากษัตริย์ก็คงไม่เกิดขึ้น แต่จะเป็นเพียงการเรียกร้องอิสระภาพจากระบบทุนที่ครอบงำประเทศ การเสนอหนทางในการเป็นประเทศมหาอำนาจให้กับพระมหากษัตริย์ และช่วยกันทำนุบำรุงประเทศชาติตามครรลองของความพอเพียง โดยไม่ต้องมาเสียเวลาร่างรัฐธรรมนูญ ล้มรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการสร้างความระส่ำระส่ายไปทั่วประเทศหลายต่อหลายครั้ง

สำหรับคนที่อ่านมาตรา ๓ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ ก็ต้องลุกขึ้นปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งหมายรวมถึงองค์กรในสังกัดของสถาบันฯ อีกด้วย เช่น องคมนตรี เป็นต้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจในเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ และช่วยกันทำนุบำรุงสถานบันสูงสุดของชาติ เพราะมิเช่นนั้น พวกทรราชก็จะอ้างเหตุผลต่างๆ และนำเอาประวั้ติศาสตร์ของพวกคณะราษฎร์มาเป็นแม่แบบในการยึดอำนาจริบรอนอำนาจต่างๆ ได้อย่างแยบยลก็เท่านั้นเอง

มาตรา ๓ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

แล้วเราทำไมไม่เลือกคนดี ทำดี เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ของเรากันเสียที ซึ่งมันมีค่ามากกว่าการเปล่งเสียง หรือพูดไปพรางหาเสียงไปพราง เพราะในรัฐธรรมนูญ ก็ยืนยันแล้ว่า เรานั้นควรให้การเคารพศรัทธาต่อองค์พระประมุข แต่หากเราเลือกคนไม่ดี ทำไม่ดี พูดไปพรางหาเสียงไปพราง ก็ไม่ต่างจากการไม่ให้เกียรติต่อองค์พระประมุขหรือ ถึงเวลาที่เราต้องให้ความสำคัญกับการเลือกตั้ง การสอบเข้ารับราชการ การเป็นพลเมืองที่ให้ความสำคัญในเรื่องส่วนรวมมากกว่าการหาเศษหาเลยกับข่าวคาวๆ ส่วนตัวของดารา หรือนักการเมือง ซึ่งมันไม่ช่วยให้บ้านเมืองได้รับสาระประโยชน์ใดๆ

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องให้ความสำคัญต่อการพัฒนานักกฏหมาย และเคารพกฏหมายโดยเฉพาะกฏหมายในการอยู่ร่วมกันเป็นชาติพันธุ์นี้ เพราะดูไปสังคมไทยยังไม่ได้ให้ความสำคัญของบริบทของความจริง ที่คนไทยทุกคนต้องช่วยกันแบกรับภาระ และแบ่งเบาภาระขององค์ประมุข เพราะเราคือพสกนิกรของในหลวง และนั้นคือความจริง ที่ไม่ว่าคณะราษฎร์จะทำอะไรทิ้งไว้ หรือใครจะพยายามสร้างสถานการณ์ให้ชาวโลกมองพวกเราอย่างไร เราก็ต้องคำนึงถึงรากเหง้าอันแท้จริงของเรา และไม่ควรเอาเพียงแย่มุมหนึ่งมาทำร้ายกัน หรือเอาเพียงผลประโยชน์ของตนมาอยู่เหนือประเทศชาติ

เรารักในหลวง เราต้องให้ความสำคัญต่อความรักกัน และเคารพซึ่งรัฐธรรมนูญประชามติ รัฐธรรมนูญที่ถือเป็นแบบอย่างทางประชาธิปไตย และสันติปราศจากเลือดเนื้อ เป็นการได้มาซึ่งความชอบธรรม และทำให้ประชาธิปไตยได้เริ่มถือกำเนิดขึ้น ภายใต้ความเป็นชาติภายใต้ความจงรักภักดีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิใช่การละทิ้งความเป็นชาติอย่างที่ต่างชาติเฝ้ามอง เพราะเราเชื่อในความเป็นแผ่นดินอันมีพระเจ้าแผ่นดินปกครองสร้างความร่มเย็นเป็นสุข และพวกเราก็พร้อมถวายความจงรักภักดี เดินตามรอยพ่อหลวง สร้างความพอเพียงให้กับแผ่นดิน และยังมีหน้าที่สำคัญในการแบ่งเบาภาระของพระองค์ด้วยการเลือกคนดี สร้างคนดีให้มีอำนาจรับใช้องค์ประมุข สนองพระเดชพระคุณพระองค์ท่าน และไม่ก่อความเสียหายใดๆ ได้ และนี้คือสิ่งที่คนไทยทุกคนต้องทำมิใช่หรือ ในฐานะพสกนิกรของพระองค์ท่าน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น