วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2552

มาตรา ๓๐ บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน


หากพูดถึงความเท่าเทียมกัน โดยที่เราเริ่มต้นจากการกำหนดสิทธิเสรีภาพให้กับประชาชนอย่างเท่าเทียม โดยมิได้ก้าวล่วงพระราชอำนาจขององค์ประมุขแล้ว เราจะมองเห็นถึงความเสมอภาคของนักการเมืองกับประชาชนอย่างชัดเจนขึ้น ทำให้ประชาชนได้รับสิทธิใกล้ชิดสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้น และสามารถพลักดันโครงการหลวงให้นำความผาสุกมายังประชาชนได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะคำกำจัดความของมาตรา ๓๐ นี้หมายรวมถึงการจำกัดความขัดแย้งทางการเมือง ที่มักเกิดขึ้นในนานาประเทศ ระหว่างสังคมนิยม และประชาธิปไตย หรือเผด็จการนิยม ที่อาศัยกลไกการเลือกตั้งเข้ามามีอำนาจในระบบรัฐสภา จนไม่อาจสรุปได้ว่าประเทศนั้นๆ ปกครองภายใต้ระบอบการปกครองใดกันแน่
เนื้อหาสาระของมาตรา ๓๐ มีดังนี้
-ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน
-การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้
-มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรค


จากวรรคสองของมาตรา ๓๐ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่อง... ความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้
 
ซึ่งถ้อยคำแถลงในมาตรา ๓๐ นี้ ถือเป็นสาระสำคัญ ที่จะมาต่อล้อต่อเถียงกันในเรื่องพระราชอำนาจ การได้มาซึ่งองคมนตรีซึ่งอยู่ในพระราชอำนาจ การใช้มวลชนทำร้ายประชาชนโดยทั่วไป การแบ่งมวลชนให้เป็นของพรรคการเมืองหรือของกลุ่มคน คณะบุคคล เพื่อต่อรองทางการเมือง หรือเพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพที่เหนือข้อกฏหมายกำหนดจะกระทำมิใด้ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้จึงถือเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของมาตรา ๓๐ เพราะในปัจจุบันกลุ่มคนคณะบุคคลหรือบุคคลมักอ้างสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมอันเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจ หรือเป็นการเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งเป็นการขัดกันในรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๕๐ และยังอาศัยความเท่าเทียมกันในทางมิชอบมาหมิ่นประมาทกันและกัน โดยทั้งทางตรง และทางอ้อม
 
หากเปรียบมาตรา ๓๐ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๐ ประชาชนก็เปรียบเหมือน้ำ สถาบันพระมหากษัตริย์ก็เปรียบเหมือนเรือ ประชาชนปั่นป่วนแบ่งฝักแบ่งฝ่าย สร้างมาตราฐานความเท่าเทียมแบบแตกแยก แบ่งกันเป็นก๊กเป็นเหล่า ย่อมนำมาซึ่งการขัดกันทางกฏหมาย และสร้างความขัดแย้งมายังประเทศชาติและประชาชนทั่วๆ ไปได้
 

สำหรับรัฐธรรมนูญก็เหมือนท่าเทียบเรือ หรือถนนหนทางที่มีไว้ให้ได้ใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง หากกลุ่มคนคณะบุคคลหรือบุคคล ไม่ให้ความสำคัญต่อรัฐธรรมนูญ มีการใช้ช่องว่าง หรือสร้างช่องโหว่ให้กับรัฐธรรมนูญ และนำไปใช้เพื่อหวังผลประโยชน์ต่างๆ โดยเฉพาะผลประโยชน์ที่เกิดจากการเมือง ท่าเทียบเรือ หรือถนนหนทางนี้ก็ไม่มีค่า เป็นเพียงวัตถุสิ่งของที่ประชาชนไม่ให้ความศรัทธา และสะท้อนถึงบ้านเมืองที่ไร้ขื่อแปรอีกด้วย กลายเป็นบ้านเมืองป่าเถื่อน ใครอยากจะตัดไม้ทำลายป่าสร้างทางเดินให้กับกลุ่มคนคณะบุคคลหรือบุคคล แต่ทำลายผลประโยชน์ของประเทศชาติ จนเป็นการสร้างความสับสนให้กับนานาประเทศ ที่ยึดถือเอารัฐธรรมนูญเป็นกฏหมายสูงสุดบังคับกำกับควบคุมและดูแลคนในชาติตั้งแต่ระดับผู้นำประเทศ ผู้นำรัฐบาล ผู้นำตุลาการ ผู้นำรัฐสภา สิ่งต่างๆ เหล่านี้จึงถือเป็นสาระสำคัญที่จะขัดกันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นนโบยายของพรรคการเมือง หรือการกระทำของประชาชนที่ไม่สอดรับกับรัฐธรรมนูญเช่น ในมาตรา ๘๗ รัฐต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาดกำกับดูแลให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม คุ้มครองผู้บริโภค และป้องกันการผูกขาดตัดตอนทั้ง ทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ควบคุมธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ และต้องไม่ประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ รักษาผลประโยชน์ส่วนรวม หรือการจัดให้มีการสาธารณูปโภค
 
จากมาตรา ๓๐ อ้างอิงเพิ่มเติมไปยัง มาตรา ๘๗ จะทำให้เห็นถึงกลไกรัฐที่ผูกขาดตัดตอนและบิดเบือนกลไกตลาดมาก่อนหน้านี้อย่างเช่น โครงการรับจำนำข้าว หรือพืชผลทางการเกษตร ซึ่งก่อให้เกิดการกักตุนสินค้าการฮั่วประมูล เพราะจะกระทำเพียงเพื่อเฉพาะบางราย บางกลุ่ม บางพวก มิได้กระทำไปเพื่อรักษากลไกตลาด และสอดรับกับสภาวะของเกษตรกรที่ต้องการหลักประกันในการประกอบอาชีพ เช่นในยามที่รัฐไม่สามารถป้องกันภัยจากอัคคีภัย อุทกภัย ปฐพีวินาศภัย หรือโจรกรรมภัยต่างๆ ฯลฯ จนเป็นเหตุต้องขาดรายได้ และนำมาซึ่งการเป็นหนี้เป็นสินอย่างไม่รู้จบ
 
สิ่งต่างๆ เหล่านี้เรียกได้ว่าความเท่าเทียมทางกฏหมาย ซึ่งข้าราชการ นักการเมือง และประชาชนจะต้องช่วยกันพลักดันให้เป็นรูปธรรม อย่าเบียนเบียด บิดเบือนกันอีกเลย ก็เท่านั้นเอง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น