วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2552

มาตรา ๒๖ การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์


มาตรา ๒๖ การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กร ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

หากพูดถึง มาตรา ๒๖ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐  ก็ต้องคิดถึงข้อดีของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะเรื่องการให้ความสำคัญต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนในระดับล่างแล้ว เป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุด เพราะส่วนใหญ่การพูดเรื่องการเมือง การพูดเรื่องสิทธิเสรีภาพที่ประชาชนพึงได้รับ จะเป็นหน้าที่ของข้าราชการ หรือนักการเมืองสะหมด


มาตรา ๒๖ นั้นเป็นจุดเริ่มต้นในการให้ความสำคัญในเรื่องอธิปไตยของปวงชนชาวไทย และนำมาซึ่งความเข้าใจถึงความเป็นชาติ โดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันสูงสุดของชาติ มีอำนาจหน้าที่ในการปกครองสูงสุด เป็นสถาบันของผู้นำประเทศ ที่ประชาชน หรือพสกนิกรให้การสนับสนุน ดังนั้นการที่จะไปแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ความเป็นชาติผิดไปจากนี้ คงไม่ใช่เรื่องที่ดี แม้ในประเทศตะวันตกจะพูดถึงสิทธิเสรีภาพ และการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองสูงสุดภายใต้กลไกการเลือกตั้งก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติแล้ว เห็นว่าขัดต่อจารีตประเพณีของชาติเราอย่างมากที่สุด ถึงขั้นนำมาซึ่งความแตกแยกได้

การที่เรามีมาตราที่ ๒๖ ทำให้ในส่วนของเรื่องความเสมอภาค อย่างเช่นในมาตรา ๓๐ บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ซึ่งหากเราไม่มีเรื่องสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญแล้ว ความเสมอภาคก็เกิดขึ้นไม่ได้ แต่ดูให้ดีว่าสังคมไทยมักอ้างอิงกับสถาบันสูงสุด แล้วพยายามสร้างสถาบันน้อยใหญ่แข่งรัศมี อ้างหลักการทางตะวันตกเพื่อสร้างความเท่าเทียมในเรื่องของอำนาจการเมืองการปกครอง จนทำให้บ้านเมืองเกิดความขัดแย้ง และนำมาซึ่งการใช้สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคไปในทางที่ผิด ไปในทางทำลายล้างสถาบันฯ และพสกนิกรที่จงรักภักดี

ในมาตรา ๒๖ กับ ๓๐ นั้นเราอาจคิดตามตะวันตก ที่เขาไล่ล่าฆ่าชนพื้นเมือง เผ่าบ้านเผ่าเมืองแล้วแบ่งมลรัฐออกจากกัน สร้างอารยธรรมใหม่ เอาวิทยาการมายกระดับให้สังคม แต่ทำลายจิตวิญญาณของความเป็นชาติพันธุ์ พร้อมยังเอาคำว่าประชาธิปไตยมายกระดับนักการเมืองให้มีอำนาจสุงสุดอยู่เหนือประชาชน เพราะรู้ว่า การเป็นนักการเมืองนั้นเป็นกันไม่ง่าย หากเป็นแล้วสังคมก็จะให้การคุ้มครอง และนักการเมืองก็จะมีผู้ให้การสนับสนุนมากมาย โดยอาศัยกลไกของระบบทุนนิยมมาสนับสนุน ซึ่งทำให้มีการวางกลไกต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจน้อยใหญ่ที่ให้การสนับสนุนพรรคการเมือง หรือตัวนักการเมือง แม้ว่าจะเห็นว่าในการเลือกตั้งประธานาธิบดีตะวันตกนั้นจะมีการลงคะแนนจากประชาชนระดับล่าง ให้การสนับสนุนจากประชาชนระดับล่างด้วยการบริจาคเงินแต่ก็ไม่มีหลักประกันใดๆ เพราะโครงสร้างทางเศรษฐกิจเป็นระบบทุนนิยม นักการเมืองคิดแบบทุนนิยม ประชาชนคิดแบบทุนนิยม และที่สำคัญคิดกันแบบปัจเจกชนมากเกินไป มากจนไม่ให้ความสำคัญในการอยู่ร่วมกัน ซึ่งการแลกเปลี่ยนการช่วยเหลือซึ่งกันและกันนั้น ไม่ว่าประเทศทุนนิยม หรือพอเพียงนิยม ก็มีการสงเคราะห์กันแบบนั้นเป็นฐานรากอยู่แล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปการขยายความเจริญนั้นเร็วเกินไป มากเกินพอดีไป ทำให้คนเราลืมฐานรากที่สร้างเอาไว้เสีย

หลายคนบอกว่าประชาธิปไตยคือการปกครองที่ประชาชนจะได้มีอำนาจในการปกครอง แต่ผมว่าหากประชาชนไม่มีความรับผิดชอบถึงจะได้อำนาจในการปกครองมาอยู่ในมือ ประชาธิปไตยก็ไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้น แถมยังนำมาซึ่งภัยพิบัติต่อประเทศชาติและประชาชนอีกด้วย
จากมาตรา ๒๖ ก็คงทำให้เราเข้าใจถึงอำนาจอธิปไตยแล้วว่ามันสำคัญเพียงไหน และหากประชาชนคิดเพียงแค่สิทธิเสรีภาพหรือความเสมอภาคเหมือนในมาตรา ๓๐ โดยปราศจากความรับผิดชอบ และมาตราอื่นๆ ที่ให้ความสำคัญต่อองค์ประมุขของชาติ เราก็ต้องมานั่งทะเลาะกันในตำแหน่งทางการเมือง ยกตำแหน่งทางการเมืองเป็นวาระแห่งชาติกันไป
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราต้องให้ความสำคัญกับสิ่งที่เราอยู่ภายใต้อำนาจนั้นก็คือรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ว่าจะพอใจหรือไม่ จะคิดเห็นอย่างไร เมื่อเราอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเราก็ควรเคารพและใช้ให้คุ้มค่ามิใช่หรือ เพราะหากเราไม่ใช้เราก็ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๕๐ นั้นดีอย่างไร ให้สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคระหว่างนักการเมืองกับประชาชนอย่างไรบ้าง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น